Diablo IV ได้ก้าวเข้าสู่เฟสใหม่ด้วยการมาของ Amazon ในฐานะคลาสใหม่ล่าสุด และ Season 15: Season of Hell’s Legacy ซึ่งได้นำตัวละครและองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์จากเกมภาคก่อนๆ กลับมามากมาย
ทีมงานของเราที่ไปทำข่าวในงาน BlizzCon 2026 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้มีโอกาสสัมภาษณ์คุณ Owen Leach ตำแหน่ง Lead Encounter Designer และ Lead Seasons Designer รวมถึงคุณ Bjorn Mikkelson ตำแหน่ง Senior Class Designer จาก Blizzard โดยพวกเขาได้พูดคุยเจาะลึกถึงคลาส Amazon, การกลับมาของเหล่า Prime Evils, การเปลี่ยนแปลงของระบบ War Plans และอนาคตของ Diablo IV หลังจากการประกาศเปิดตัว Diablo V
การกลับมาของ Amazon สู่ดินแดน Sanctuary
Skovos เป็นที่รู้จักมายาวนานในฐานะบ้านเกิดของเหล่า Amazon ดังนั้นการปรากฏตัวของสถานที่แห่งนี้ในภาคเสริม Lord of Hatred จึงทำให้ผู้เล่นหลายคนแปลกใจที่ไม่มีคลาสนี้โผล่มา ตามที่คุณ Bjorn Mikkelson กล่าว การตัดสินใจนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับจุดโฟกัสของเนื้อเรื่องในภาคเสริม
“ในตอนนั้น เราชอบความขัดแย้งระหว่างคลาส Paladin และ Sorcerer มาก รวมถึงธีมของแสงสว่างและความมืดด้วย ดังนั้นเราจึงอยากให้ความสำคัญกับส่วนนั้นของเรื่องราวก่อน”
ทาง Blizzard เองก็ได้คาดการณ์ไว้แล้วว่าผู้เล่นจะต้องตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของ Amazon หลังจากได้ไปเยือน Skovos อย่างไรก็ตาม ตามที่คุณ Bjorn กล่าว แม้ว่า Amazon จะอยู่ในความคิดของทีมงานมานานแล้ว แต่คลาสนี้กลับไม่เข้ากับเรื่องราวที่พวกเขาต้องการจะเล่าใน Lord of Hatred ฝั่งคุณ Owen Leach ซึ่งเป็นผู้เล่นเกม Diablo มาอย่างยาวนานเช่นกัน ยอมรับว่าเขามีเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้ตื่นเต้นกับการกลับมาของคลาส Amazon
“ในฐานะผู้เล่นเก่าแก่ เป็นเรื่องยากสำหรับผมที่จะจินตนาการถึงซีรีส์ Diablo ที่ไม่มีคลาส Amazon บิลด์สายหอก Javazon ถือเป็นหนึ่งในบิลด์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Diablo II ดังนั้นการได้นำคลาสแฟนตาซีนั้นกลับมาสู่ Diablo IV ในที่สุด จึงเป็นสิ่งที่ผมตั้งตารอคอยมากๆ”
ในครั้งนี้ Blizzard ยังเลือกที่จะเปิดตัว Amazon โดยไม่ได้ผูกติดอยู่กับภาคเสริมใหม่ด้วย ตามที่คุณ Owen กล่าว ไม่ได้มีเหตุผลเฉพาะเจาะจงอะไรอยู่เบื้องหลังความเปลี่ยนแปลงนี้ ทีมงานเพียงแค่ต้องการหาช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเปิดตัวคลาสใหม่เท่านั้น ก่อนหน้านี้ Blizzard ก็เคยใช้แนวทางคล้ายๆ กันกับคลาส Necromancer ใน Diablo III มาแล้ว ดังนั้นทีมงานจึงไม่ต้องการจำกัดรูปแบบการเปิดตัวคลาสใหม่ไว้แค่รูปแบบเดียว
“เราไม่ต้องการตีกรอบตัวเองอยู่กับรูปแบบใดเป็นพิเศษ หากมีสิ่งที่ผู้เล่นต้องการและเราก็ต้องการนำเสนอ เราก็จะพิจารณาแนวทางใดก็ตามที่สมเหตุสมผลที่สุด”
ในแง่ของเกมเพลย์ Amazon จะเป็นมากกว่าแค่คลาสโจมตีระยะไกล คุณ Bjorn อธิบายว่าคลาสนี้สามารถปรับแต่งบิลด์ได้หลากหลาย และสามารถเล่นได้ทั้งระยะไกลและการต่อสู้ระยะประชิด เหล่า Amazon สามารถใช้ธนูและหอกซัดเป็นอาวุธระยะไกลได้ ธนูจะเป็นอาวุธระยะไกลแบบสองมือ ในขณะที่หอกซัดเป็นอาวุธระยะไกลแบบมือเดียวที่มีให้เฉพาะคลาส Amazon เท่านั้น ในทางกลับกัน ผู้เล่นยังสามารถใช้อาวุธด้ามยาวอย่างหอกและดาบมือเดียวได้อีกด้วย
การผสมผสานนี้เปิดโอกาสให้เกิดบิลด์ต่างๆ มากมาย ผู้เล่นสามารถใช้หอกซัดคู่กับอาวุธด้ามยาว, หอกซัดคู่กับโล่, ดาบกับโล่ หรือแม้แต่ใช้ธนูแล้วสลับอาวุธกลางการต่อสู้ก็ได้ สำหรับผู้เล่นที่ชอบเล่นสายระยะไกลแบบเต็มตัว ก็สามารถใช้ธนูร่วมกับหอกซัดได้เช่นกัน
“หอกซัดเป็นประเภทอาวุธใหม่ที่มีให้เฉพาะคลาส Amazon และยังเป็นอาวุธระยะไกลแบบมือเดียวชิ้นแรกที่เราเพิ่มเข้ามา นี่ทำให้ Amazon เป็นคลาสแรกที่สามารถถือได้ทั้งโล่และอาวุธระยะไกล ซึ่งเราคิดว่ามันเข้ากับแฟนตาซีแบบคลาสสิกของความเป็น Amazon ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
เมื่อถูกถามว่า Amazon จะมีเควสต์ประจำคลาสเพื่อปลดล็อกเมคคานิกบางอย่างเหมือนคลาสอื่นๆ หรือไม่ คุณ Bjorn ยังคงไม่สามารถให้รายละเอียดเพิ่มเติมได้ในขณะนี้

Season 15 นำพาอดีตของ Diablo กลับมา
นอกจาก Amazon แล้ว Season 15: Season of Hell’s Legacy ยังเป็นหนึ่งในจุดโฟกัสหลักของ Blizzard ด้วย ซีซันนี้นำไอเทม Legacy Uniques 10 ชิ้นจากเกม Diablo ภาคก่อนๆ กลับมา ซึ่งรวมถึง Stone of Jordan, Messerschmidt’s Reaver, The Furnace และ Leoric’s Crown ตามที่คุณ Owen กล่าว ทีมงานยังได้ใช้ฟีดแบ็กจากผู้เล่นในช่วงเซิร์ฟเวอร์ PTR มาปรับสมดุลก่อนที่จะเริ่มซีซันด้วย ไม่เพียงแต่ไอเทมจะกลับมาเท่านั้น แต่บางชิ้นยังมีคอนเทนต์ Transmog และคอสเมติกที่เกี่ยวข้องกับแหล่งที่มาของไอเทมนั้นๆ ด้วย
“ผู้เล่นไม่ได้แค่ได้ไอเทมเท่านั้น พวกเขายังได้คอนเทนต์ Transmog ที่เกี่ยวข้องด้วย ตัวอย่างเช่น คุณสามารถสวมมงกุฎ Leoric’s Crown ได้จริงๆ”
แต่สิ่งที่น่าดึงดูดใจที่สุดของ Season 15 อาจเป็นการกลับมาของหนึ่งในตัวละครที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์เกม Diablo อย่าง Deckard Cain การกลับมาของ Cain เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในซีซันที่แล้ว Season of Death’s Awakening เมื่อวิญญาณแห่ง Pandemonium ถูกปลดปล่อยกลับเข้าสู่โลก หนึ่งในนั้นก็คือ Cain และยังมีอีก 3 บุคคลที่เคยครอบครอง Soulstone ก็กลับมาในฐานะ Dark Wanderer พร้อมกับเขาด้วย
พวกเขาประกอบไปด้วย Aiden จาก Diablo I, Sankekur จาก Diablo II ซึ่งถูก Mephisto ครอบงำ และ Tal Rasha ผู้ซึ่งเคยถือ Soulstone ของ Baal ทาง Cain เชื่อว่าบรรดา Dark Wanderer เหล่านี้ยังคงมีพลังของ Prime Evil อยู่ และอาจนำมาซึ่งหายนะได้อีกครั้ง ดังนั้น ผู้เล่นจึงต้องตามล่าพวกเขาและเข้าไปในฝันร้ายของแต่ละคน เพื่อปลดปล่อยพวกเขาจากความทุกข์ทรมาน
ตัวอย่างหนึ่งคือฝันร้ายของ Tal Rasha ทาง Blizzard ถึงกับลงทุนสร้างพื้นที่บางส่วนของ Act V จากเกม Diablo II ขึ้นมาใหม่โดยใช้เอนจินของ Diablo IV ผู้เล่นจะได้เดินทางผ่าน Ancient’s Way ไปยัง Arreat Summit เพื่อเผชิญหน้ากับเหล่า Ancients จากนั้นก็เข้าสู่ Worldstone Keep และไปสิ้นสุดที่ Throne of Destruction จากจุดนั้น ผู้เล่นจะต้องเผชิญกับการต่อสู้สุดคลาสสิกกับ Baal รวมถึงมอนสเตอร์ที่จะโถมเข้ามาก่อนบอสไฟต์หลัก ก่อนที่จะเข้าสู่ Worldstone Chamber ในท้ายที่สุด
“เรื่องราวของ Dark Wanderer ทุกคนจะนำไปสู่การต่อสู้กับ Prime Evil ในท้ายที่สุด และนั่นหมายความว่าในที่สุด Diablo ก็ได้กลับมาอยู่ในเกม Diablo แล้ว”
นี่ทำให้ Diablo IV กลายเป็นเกมแรกนับตั้งแต่ Diablo II ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้เผชิญหน้ากับเหล่า Prime Evil ทั้งสามตัวในเกมเดียว ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบัน Diablo IV ยังเป็นเกมเดียวในซีรีส์ที่มีทั้ง Prime Evil และ Lesser Evil ปรากฏตัวครบทั้งหมดด้วย
“นี่คือการเฉลิมฉลองครบรอบ 30 ปีของเรา เราจึงต้องการพาทุกคนกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง และนำมาทั้ง Prime Evil และ Lesser Evil เลย”
เลือกรับพลังของ Diablo, Mephisto หรือ Baal
การต่อสู้กับสาม Prime Evil ไม่ใช่แค่ประสบการณ์เพื่อรำลึกความหลังเท่านั้น ผู้เล่นยังสามารถรับเศษชิ้นส่วน Soulstone จากพวกมันแต่ละตัวได้ด้วย
หลังจากเอาชนะได้ทั้งสามตัว ผู้เล่นจะต้องเลือกรับพลังจาก Prime Evil 1 ตัว ตัวเลือกที่มีคือ Diablo, Mephisto หรือ Baal และแต่ละตัวจะปลดล็อก Seasonal Skill Tree เฉพาะตัว ตัวเลือกเหล่านี้ไม่สามารถสลับเปลี่ยนกันได้ อย่างไรก็ตาม ผู้เล่นก็ยังคงมีโอกาสที่จะสลับและทดสอบพลังของ Prime Evil อีกสองตัวที่เหลือได้
พลังแต่ละอย่างมีพื้นฐานมาจากการโจมตีอันเป็นเอกลักษณ์ของ Prime Evil แต่ละตัวในเกมภาคก่อนๆ และสามารถเสริมความแข็งแกร่งได้เมื่อตัวละครเก่งขึ้น ระบบนี้ยังเชื่อมโยงกับ War Plans โดยที่ Prime Evil แต่ละตัวจะมี Node เฉพาะตัว 7 Node รวมเป็น Node ใหม่ทั้งหมด 21 Node สิ่งที่น่าสนใจคือ การใช้พลังของ Prime Evil ยังทำให้ผู้เล่นตกเป็นเป้าหมายของพวกมันด้วย ในขณะที่กำลังออกฟาร์มใน Overland หรือเข้าร่วมกิจกรรม Helltide ผู้เล่นอาจสูญเสียการควบคุมพลังเหล่านี้ได้กะทันหัน
“หากคุณถือครองพลังของ Diablo ตัว Diablo เองก็อาจปรากฏตัวขึ้นมาทันทีและบังคับให้คุณสู้กับเขาใน Overland ซึ่งมันจะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากมาก”
แน่นอนว่ารางวัลที่ชัดเจนที่สุดจากการเผชิญหน้านี้คือของดรอป หรือ Loot ตามที่คุณ Owen กล่าว ผู้เล่นที่แข็งแกร่งจะมีโอกาสได้รับ High-end gear คาดว่าระดับความยากจะอยู่ที่ประมาณครึ่งหนึ่งของการสู้กับ World Boss ดังนั้นจึงแนะนำให้ปาร์ตี้กับเพื่อน แม้ว่าตัวละครที่บิลด์มาแน่นพอจะยังคงสามารถโซโล่ได้ด้วยตัวคนเดียวก็ตาม

ทิศทางการปรับสมดุลและระบบ War Plans ของ Diablo IV
ระบบ War Plans ยังได้รับการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างใน Season 15 ตอนนี้ Progression ต่างๆ จะแชร์ร่วมกันระหว่างตัวละครแล้ว แต่ยังคงแยกจากกันระหว่างโหมด Softcore และ Hardcore ซึ่งหมายความว่าตัวละครทั้งหมดที่ไม่ใช่ Hardcore จะใช้ Progression ร่วมกัน ในขณะที่ตัวละคร Hardcore จะมี Progression ที่แยกออกไปต่างหาก ในมุมมองของผู้เล่น ระบบนี้สามารถเข้าใจได้ว่าเป็น Progression แบบผูกติดกับบัญชี หรือ Account-wide โดยมีการแยกโหมดทั้งสองออกจากกัน
ในแง่ของการปรับสมดุลคลาส คุณ Bjorn มีส่วนร่วมมากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับคลาส Warlock หนึ่งในเป้าหมายของเขาคือการทำให้คลาสนี้ให้ความรู้สึกเหมือน “ปีศาจที่ต่อสู้เคียงข้างสหาย” มากขึ้น ตอนนี้ Hellhound มีบทบาทมากขึ้นแล้ว ผู้เล่นสามารถขี่มันหรือสั่งให้มันใช้สกิลโดยอัตโนมัติได้ สกิลบางอย่างยังได้รับการปรับปรุงให้สามารถร่ายได้ในขณะเคลื่อนที่ เพื่อลดความรู้สึกแข็งทื่อที่ผู้เล่นเคยสัมผัสมาก่อน คุณ Bjorn กล่าวในภายหลังว่า:
“เราต้องการให้ Warlock ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นปีศาจที่กำลังต่อสู้เคียงข้างเพื่อนฝูง ดังนั้นในครั้งนี้เราจึงได้ปรับปรุงระบบอัตโนมัติและเกมเพลย์ที่เน้น Hellhound ให้ดียิ่งขึ้นไปอีก”
สำหรับการปรับรายละเอียดของคลาสอื่นๆ ทาง Blizzard จะปล่อยข้อมูลที่ครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้นผ่านทาง Patch Notes ด้วยจำนวนคลาสและทางเลือกในการจัดบิลด์ที่เพิ่มมากขึ้น การรักษาสมดุลใน Diablo IV จึงถือเป็นความท้าทายที่ใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน คุณ Bjorn กล่าวว่าทีมงานต้องการใช้แนวทางเชิงกลยุทธ์ที่มากขึ้นตามฟีดแบ็กของผู้เล่น ในขณะที่คุณ Owen เน้นย้ำว่าระบบ War Plans จะยังคงได้รับการพัฒนาต่อไป หนึ่งในเป้าหมายของ Blizzard คือการให้อิสระแก่ผู้เล่นในการกำหนดวิธีการเล่นเกมและกิจกรรมที่พวกเขาต้องการเข้าร่วมฟาร์ม
“เราต้องการให้ผู้เล่นสามารถเล่นเกมในแบบที่พวกเขาต้องการ และเลือกทำกิจกรรมที่พวกเขาต้องการจะทำจริงๆ ได้ เราจะคอยติดตามว่ากิจกรรมไหนที่ผู้เล่นเข้าเล่นบ่อยที่สุด และกิจกรรมไหนที่พวกเขาไม่ชอบ จากนั้นพยายามหลีกเลี่ยงการบังคับให้พวกเขาลงคอนเทนต์ที่พวกเขาไม่อยากเล่น”
ส่วนของ Infernal Hordes นั้นไม่ได้รับการปรับสมดุลอะไรเป็นพิเศษใน Season 15 ทีมงานยังคงติดตามกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และได้เพิ่มคอนเทนต์ธีม Pandemonium เข้ามาในซีซันก่อนๆ แต่ก็ไม่มีคอนเทนต์หลักที่เจาะจงเฉพาะ Infernal Hordes สำหรับซีซันนี้

การมาของ Diablo V ไม่ได้หมายถึงจุดจบของ Diablo IV
การประกาศเปิดตัว Amazon และ Diablo V ได้รับเสียงตอบรับเชิงบวกอย่างท่วมท้นจากคอมมูนิตี้ ตามที่คุณ Owen กล่าว การกลับมาของ Amazon ได้รับการต้อนรับด้วยความไฮป์อย่างมาก ในขณะที่การประกาศเปิดตัว Diablo V ก็สร้างความประหลาดใจให้กับตัวเขาเองเช่นกัน
Season of Hell’s Legacy ยังได้รับฟีดแบ็กที่ดีด้วยคอนเทนต์ที่ชวนให้รำลึกความหลังมากมาย รวมถึงการเซอร์ไพรส์นำองค์ประกอบจาก Diablo: Hellfire กลับมาด้วย คุณ Bjorn เสริมว่าพลังงานและความกระตือรือร้นของคอมมูนิตี้กำลังพุ่งสูงมากในขณะนี้ อย่างไรก็ตาม การประกาศของ Diablo V ก็อาจก่อให้เกิดความกังวลในหมู่ผู้เล่นบางคนว่าการอัปเดตสนับสนุนเกม Diablo IV จะลดน้อยลง คุณ Owen เน้นย้ำว่า Blizzard มองทั้งสองเกมในฐานะส่วนหนึ่งของแฟรนไชส์ Diablo โดยรวม ไม่ใช่เพื่อมาแทนที่กันและกัน
“เราจะยังคงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อผลักดันเกมแต่ละเกมที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน สมาชิกในทีมบางคนกำลังโฟกัสไปที่ Diablo V ในขณะที่คนอื่นๆ ก็ทำงานเฉพาะด้านสำหรับ Diablo IV ทั้งสองเกมจะยังคงเติบโตต่อไปในอนาคต”
คุณ Owen ยังได้ชี้ให้เห็นถึง Roadmap ระยะยาวของ Diablo IV ด้วยคลาส Amazon ที่ได้ประกาศไปแล้ว ในขณะที่ Blizzard ก็จะเปิดเผยเนื้อหาเรื่องราวตลอดทั้งปีที่เกี่ยวข้องกับการกลับมาของ Aspect of Death ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเกม Diablo V ก็ยังคาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปีกว่าจะวางจำหน่าย
“ดังนั้น ผู้เล่นจึงไม่ควรมองว่าการประกาศนี้คือจุดจบของ Diablo IV อย่างแน่นอน”
Diablo IV บนเครื่อง Nintendo Switch 2
อีกหนึ่งเซอร์ไพรส์คือการมาของ Diablo IV บนเครื่อง Nintendo Switch 2 เมื่อพิจารณาจากสเปกฮาร์ดแวร์ที่ตัวเกมต้องการ เราจึงถามว่าทีมงาน Blizzard จัดการพอร์ตเกมให้มันสามารถรันบนฮาร์ดแวร์ของ Nintendo ได้อย่างไร คำตอบของคุณ Owen นั้นค่อนข้างเรียบง่าย
“พวกวิศวกรของเราก็คือพ่อมดดีๆ นี่เองครับ ผมไม่รู้หรอกนะว่าพวกเขาทำได้ยังไง แต่อยู่มาวันหนึ่งพวกเขาก็เดินเข้ามาบอกว่า ‘โอเค เกมมันรันได้แล้วนะ’”
ตัวคุณ Owen เองก็เล่น Diablo บนเครื่อง Steam Deck บ่อยๆ และบอกว่าเกมสามารถรันได้ค่อนข้างดี เขาตั้งข้อสังเกตว่า Switch 2 นั้นมีฮาร์ดแวร์ที่แรงกว่า Steam Deck เสียอีก ดังนั้นความสามารถของเครื่องคอนโซลในการรัน Diablo IV จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจมากนัก
ในขณะที่เครื่อง Nintendo Switch รุ่นแรกถือว่ามีสเปกไม่ถึง Switch 2 กลับถูกมองว่ามีพลังมากพอที่จะรัน Diablo IV ด้วยกราฟิกที่ดูดีได้ นอกจากนี้ เวอร์ชัน Switch 2 ยังจะรองรับฟีเจอร์ Cross-play และ Cross-progression ดังนั้นผู้เล่นจึงไม่ต้องเริ่มปั้นตัวละครใหม่เมื่อสลับแพลตฟอร์ม

หนึ่งในซีซันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ Diablo IV
Blizzard ยังคงปิดบังข้อมูลมากมายเกี่ยวกับ Amazon เอาไว้และวางแผนที่จะค่อยๆ ปล่อยข้อมูลออกมา คุณ Bjorn กล่าวว่าหนึ่งในเหตุผลที่ Amazon ถูกประกาศเปิดตัวล่วงหน้าก็เพื่อให้ทีมงานสามารถรับฟังความคิดเห็นจากผู้เล่นได้โดยตรง
“หากมีอะไรที่พวกเขากำลังตั้งตารอ หรือมีเนื้อเรื่องของ Amazon ที่เฉพาะเจาะจงซึ่งพวกเขาไฮป์กับมันจริงๆ เราก็อยากรับฟัง”
คุณ Owen เองก็อยากรู้เช่นกันว่า Amazon มีความหมายต่อผู้เล่นอย่างไร และประสบการณ์จากคลาสสุดคลาสสิกนี้จะสามารถนำกลับมาประยุกต์ใช้ใน Diablo IV ได้หรือไม่ แต่สำหรับตัวคุณ Owen แล้ว จุดโฟกัสที่ใหญ่ที่สุดของเขาในตอนนี้คือ Season 15 และการกลับมาของ Diablo ทาง Blizzard ได้เตรียมดันเจี้ยนไว้ประมาณ 30 แห่ง, บอส 20 ตัว, มอนสเตอร์ใหม่ 25 ตัว และ NPC 20 ตัวจากเกมภาคก่อนๆ ไว้สำหรับซีซันนี้
“นี่จะเป็นซีซันที่บ้าระห่ำมาก และเป็นหนึ่งในซีซันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราเคยทำมา ผมแทบจะรอไม่ไหวแล้วที่จะได้เห็นว่าผู้เล่นจะได้สัมผัสอะไรจากมันบ้าง”
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แม้ว่าปกติแล้วคอนเทนต์ประจำซีซันจะสิ้นสุดลงเมื่อมีซีซันใหม่เข้ามา แต่คุณ Owen ก็ยอมรับว่าโดยส่วนตัวแล้วเขารู้สึกใจหายเล็กน้อยเมื่อต้องทิ้งระบบและฟีเจอร์เหล่านั้นไว้เบื้องหลัง เขาเป็น Season Lead ของ Divine Intervention ซึ่งเป็นซีซันที่เน้นไปที่คลาส Paladin และยอมรับว่าคิดถึงคอนเทนต์อย่าง Dariel Helltide, Endariel Undercity และบอสไฟต์กับ Lesser Evil Council เมื่อซีซันสิ้นสุดลง แต่เขาเชื่อว่าการตัดสินใจดังกล่าวยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้เกมเมอร์รู้สึกว่า Diablo IV ยังคงสดใหม่อยู่เสมอ
“เราต้องการมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้เล่นในทุกๆ ซีซัน และมอบเหตุผลให้พวกเขากลับมาฟาร์มต่อ หากเราเก็บคอนเทนต์ทั้งหมดจากแต่ละซีซันไว้อย่างถาวร ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าตัวเกมจะบวมขนาดไหน ผมมั่นใจว่าแม้แต่ Switch 2 ก็คงรับไม่ไหวแน่ๆ!”
อย่างไรก็ตาม คุณ Owen ก็ไม่ได้ปิดกั้นความเป็นไปได้ที่คอนเทนต์หรือระบบบางส่วนจากซีซันก่อนๆ อาจจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในวันหนึ่ง “บางทีสักวันหนึ่งเราอาจจะได้เห็นบางส่วนกลับมาอีกครั้งครับ” เขากล่าวสรุป

อย่าลืมติดตาม Gamer555 เพื่อไม่พลาดข่าวสารเพิ่มเติมที่น่าสนใจ
![[EXCLUSIVE] บทสัมภาษณ์ Diablo IV กับ Blizzard – Amazon, การกลับมาของ Prime Evil และอนาคตของเกมหลัง Diablo V](https://gamer555.com/wp-content/uploads/2026/09/Blizzcon2026-Diablo4-interview-FI-750x394.jpg)
![[EXCLUSIVE] บทสัมภาษณ์ Hearthstone กับ Cora Georgiou และ Ryan Hickman – ส่วนเสริมใหม่ คลาส Monk และการยกเครื่องเนื้อเรื่องแบบจัดเต็ม](https://gamer555.com/wp-content/uploads/2026/09/Blizzcon2026-hearthstone-interview-FI-1-350x250.jpg)
![[EXCLUSIVE] บทสัมภาษณ์ Hearthstone กับ Blizzard – 2v2, Old Gods และ คลาสใหม่](https://gamer555.com/wp-content/uploads/2026/09/Blizzcon2026-hearthstone-interview-FI-350x250.jpg)







Discussion about this post